โซเชียลมีเดียมีผลดีอย่างไรต่อสังคมไทยในปัจจุบัน

Social Media

ประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่เป็นอันดับต้นๆ ในการใช้สื่อโซเชียลมีเดียมากที่สุดในโลก และติดอันดับท็อป 10 ในการจัดอันดับการเล่นแอพพลิเคชั่นและเว็บไซต์ดังต่างๆ ทั่วโลก และนี่เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าโซเชียลมีเดียนั้นจะต้องส่งผลต่อสังคมประเทศไทยในปัจจุบันอย่างแน่นอน เพราะคนไทยสมัยนี้นิยมใช้สื่ออินเตอร์เน็ตในการทำสิ่งต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือเพื่อการบันเทิง รวมทั้งเป็นการใช้เพื่อการศึกษาความรู้เพิ่มเติมมากมาย เมื่อรู้อย่างนี้แล้วคงอยากทราบกันว่าเสียนั้นมีผลดีอย่างไรต่อสังคมไทยในปัจจุบันซึ่งเราได้เพราะมาให้ดูกันทั้งหมด 3 ข้อดังนี้

Social-Media-Ideas
1.    ทราบข่าวสารรวดเร็วทันใจโดยไม่ต้องรอข่าว ซึ่งปัจจุบันนี้คนส่วนใหญ่จะหันจากการดูรายการโทรทัศน์มาเป็นดูผ่านวิดีโอในสื่ออินเตอร์เน็ตนั่นเอง รวมทั้งมีการดูผ่านเว็บไซต์ดังมากมายให้มีการกดติดตามข่าวสารข้อมูลทั่วไป ทำให้เราได้ทราบข่าวต่างๆ ก่อนที่รายการทีวีจะประกาศเสียอีก นับว่าเป็นช่องทางที่รวดเร็วทันใจสำหรับผู้ที่สนใจเหตุการณ์ข่าวสารบ้านเมืองเพื่อให้ทันโลกทันยุคอย่างยิ่ง

2.    สืบเสาะแสวงหาข้อมูลได้ ซึ่งในปัจจุบันนี้เราสามารถสืบค้นข้อมูลต่างๆ ผ่านสื่อออนไลน์ได้อย่างเช่นการสืบสวนคดีต่างๆ ตำรวจสามารถจับคนร้ายได้ จากการที่ชาวโซเชียลมีเดียทั้งหลายร่วมกันสืบค้นและหาพยานต่างๆ ขึ้นมา นับว่าเป็นประโยชน์ที่ดีสำหรับวงการตำรวจเลยก็ว่าได้ที่ทำให้ประชาชนพลเมืองสามารถสอดส่องดูแล และช่วยกันดำรงความยุติธรรมเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน

3.    เข้าถึงแหล่งข้อมูลโดยตรง ซึ่งเราสามารถเข้าถึงข้อมูลได้โดยตรงอย่างเช่น ดารานักร้องที่เราชื่นชอบนั้นจะมีเว็บไซต์ส่วนตัวซึ่งเราสามารถเข้าไปกดติดตามได้เลยโดยที่ไม่ต้องแหล่งข่าวซุบซิบอีกต่อไป หรือแม้กระทั่งติดตามในเว็บไซต์ส่วนตัวเพื่อนฝูงของเราได้ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนจากโรงเรียนสมัยเด็กเราก็ยังสามารถพูดคุยสื่อสารได้โดยที่ไม่ต้องมีเบอร์โทรศัพท์กันและกัน เพียงแค่เข้าไปในโปรไฟล์ส่วนตัวของเพื่อนเราเพียงแค่นี้เราก็จะทราบถึงข้อมูลและการอัพเดทสถานการณ์ต่างๆ ของเขาได้แล้ว นับว่าเป็นเรื่องที่ดีที่เราสามารถเข้าถึงตัวบุคคลทั้งคนทั่วไปและคนที่มีชื่อเสียงได้โดยง่ายดายมากกว่าแต่ก่อนมาก

แต่ทั้งนี้โซเชียลมีเดียนั้นเป็นดาบสองคม หากใช้ไปในทางที่ดีแล้วจะทำให้เกิดเรื่องสร้างสรรค์เกิดขึ้นในสังคมมากมาย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้ผิดทางไปในทางที่เป็นภัยต่อสังคมแล้วนั้น สังคมก็จะเสื่อมและแย่ลงอย่างเช่นพวกมิจฉาชีพที่เห็นช่องทางทำการทุจริตได้อย่างง่ายดาย จึงทำให้เราต้องใช้โซเชียลอย่างมีสติและรู้เท่าทันเหตุการณ์ทุกครั้ง โดยไม่ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลหรือใช้ไปในทางที่ผิด

ความหมายของสิทธิมนุษยชน

ความสนใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน มีมากขึ้นอย่างทวีคูณ ในโลกสมัยใหม่และโลกที่เปิดกว้างทางความคิด ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันได้รับการยอมรับมากขึ้น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้กำหนดขึ้นในปี 2491 หลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน นับเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญในการวางกรอบเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนถือเป็นเอกสารหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ให้การรับรองตามข้อมติที่ 217 A (III) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 โดยประเทศไทยออกเสียงสนับสนุน

ความหมายของสิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชน (Human Rights) มีความหมายตามที่ระบุในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมกันในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิ เพื่อดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษาศาสนา และสถานภาพทางกายและสุขภาพรวมทั้งความเชื่อทางการเมือง หรือความเชื่ออื่นๆที่ขึ้นกับพื้นฐานทางสังคม สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดหรือโอนให้แก่ผู้อื่นได้
ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้แบ่งสิทธิและเสรีภาพออกเป็น 30 หมวด อาทิ สิทธิในการแสวงหาที่ลี้ภัย สิทธิในการมีเสรีภาพจากการทรมาน สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการศึกษา
ในประเทศไทย หน่วยงานที่มีบทบาทในการสนับสนุนให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชน คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ความหมาย สิทธิมนุษยชน (Human Right) ว่าหมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีการล่วงละเมิดได้ โดยได้รับการ คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
สิทธิมนุษยชนถือเป็นอารยะธรรมโลก (World Civilzation) ของมนุษย์ที่มีความสำคัญในแง่ของการเป็นหลักประกันของความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่สังคมทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ ต่อมาได้มรการกำหนด กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) หรือ ICCPR เป็นสนธิสัญญาพหุภาคี ซึ่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรองเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2509 และมีผลใช้บังคับเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2519 สนธิสัญญานี้ให้คำมั่นสัญญาว่าภาคีจะเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของบุคคล ซึ่งรวมถึงสิทธิในชีวิต เสรีภาพในศาสนา เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการชุมนุม สิทธิเลือกตั้ง และสิทธิในการได้รับการพิจารณาความอย่างยุติธรรม ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้ในปี พ.ศ. 2539 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2540