พฤติกรรมของ It support แย่ๆที่ทุกคนในบริษัทจะต้องเบะปากใส่

เจ้าหน้าที่ it support ถือเป็นงานหนึ่งที่ต้องทำงานอยู่ภายใต้ความกดดันและเงื่อนไขหลายๆอย่าง ทั้งด้านเทคนิค ด้านเวลา และด้านงบประมาณ ดังนั้น คุณสมบัติที่สำคัญของเจ้าหน้าที่ไอทีนอกจากความสามารถในการแก้ปัญหาทางด้านเทคนิคต่างๆ ก็คือความสามารถในการควบคุมอารมณ์และการมีทัศนคติในทางบวก

แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะสามารถหาพนักงานไอทีที่จะมีความพร้อมทั้งด้านความรู้และอารมณ์ได้เสมอไป จึงทำให้ในบางครั้งคนในองค์กรต้องเจอกับเจ้าหน้าที่ it support ซึ่งมีพฤติกรรมที่ไม่ค่อยน่ารักเท่าไหร่นัก  โดยนิสัยเจ้าหน้าที่ไอทีที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่างจะมีอะไรบ้างนั้น ไปดูกันค่ะ

it support

it support อารมณ์เสีย

พฤตกรรมที่ไม่น่ารักมากที่สุดของฝ่ายไอทีที่ทำให้ทุกคนไม่อยากเข้าใกล้เห็นจะเป็น พฤติกรรมที่แสดงออกว่ากำลังทำงานด้วยอารมณ์ที่ไม่ดี  โดยมีการแสดงออกชัดเจนถึงการไม่เต็มใจที่จะทำงาน ซึ่งถึงแม้ว่างานของไอทีจะยุ่งมากเพียงใดก็ไม่ควรที่ฝ่าย it support จะแสดงพฤติกรรมให้คนในองค์กรฝ่ายอื่นๆรู้สึกอึดอัดที่จะขอให้ฝ่ายไอทีช่วยแก้ปัญหา  ซึ่งความจริงแล้วงานเหล่านี้ก็คือหน้าที่ที่ต้องทำนั่นเอง

it support ไม่รับผิดชอบงาน

เนื่องจากฝ่ายไอทีคือฝ่ายที่ต้องช่วยแก้ปัญหางานด้านระบบสารสนเทศให้กับหน่วยงานด้านบริหารอื่นๆ  ดังนั้น การที่ฝ่ายไอทีไม่มีความรับผิดชอบในการทำงาน  ก็จะทำให้เกิดปัญหาในการทำงานต่อหน่อยงานอื่นๆตามไปด้วย  รวมทั้งเกิดความล่าช้าเนื่องจากต้องรอจนกว่าฝ่ายไอทีจะแก้ไขงานด้านระบบให้เสร็จถึงจะทำงานได้  ดังนั้น ฝ่าย it audit จึงต้องมีการทำสำรวจเพื่อวัดการทำงานของฝ่ายไอทีด้วย

it support แก้ไขงานแบบมั่วๆ

ในการบางครั้งอาจพบเจ้าหน้าที่ไอทีที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและทำให้เสียเวลาในการทำงานอย่างมาก นอกจากนี้ ยังอาจทำให้บริษัทต้องสูญเสียค่าใช้จ่ายไปกันการทำงานที่ไม่ได้ประโยชน์ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่บริษัทต้องคัดเลือกเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้และประสบการณ์เพียงพอ รวมทั้งมีการส่งไปฝึกอบรมเพื่อเพิ่มความสามารถด้านต่างๆให้มากขึ้นอีกด้วย

it support ทำงานช้ามาก

เนื่องจากงานแต่ละฝ่ายจำเป็นต้องใช้ความรวดเร็วในการทำงาน  ดังนั้น ฝ่ายไอทีซึ่งทำหน้าที่แก้ไขงานจึงต้องสามารถทำงานได้ว่องไวเพื่อทำให้งานทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยเช่นกัน  เพราะการทำงานที่ล่าช้าก็อาจเป็นส่วนหนึ่งให้บริษัทสูญเสียมูลค่าทางด้านธุรกิจได้ค่ะ

it support โยนความผิด

ฝ่ายไอทีหลายๆคนที่แก้ไขงานไม่ได้กลับโยนความผิดให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งวิธีที่ถูกต้องในการทำงานคือการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นมากกว่าการโยนความผิดให้กับผู้อื่น

 

อย่าปล่อยให้คะแนน IELTS Reading หลุดมือไป

สำหรับการสอบ IELTS ข้อสอบ Part Reading เป็นสิ่งที่คุณไม่ควรเสียคะแนนไป เพราะเรียกได้ว่าน่าจะสามารถทำคะแนนได้ดีกว่าข้อสอบในส่วนอื่นๆ ดังนั้นต้องมีเทคนิคในการทำข้อสอบเพื่อไม่ให้คะแนนที่ควรได้หลุดลอยไป ที่บอกเช่นนี้ไม่ได้แปลว่าข้อสอบ Part Reading นั้นง่าย เพราะบางครั้งคุณอาจจะเจอเข้ากับข้อสอบที่มีเนื้อหามาจากเรื่องที่ไม่ถนัด และคุณไม่มีความรู้เกี่ยวกับสิ่งที่อ่านเลยก็เป็นได้ www.ielts.idp.co.th

อย่าปล่อยให้คะแนน IELTS Reading หลุดมือไป

ดังนั้น สำหรับผู้ที่กำลังเตรียมตัวสอบ IELTS เพื่อให้ได้คะแนนในส่วน Part Reading เรามีเทคนิคที่ใช้ได้จริงมาฝากกัน

  1. คุณต้องแสวงหาแนวทางคำถามของข้อสอบ IELTS Reading  โดยผู้สอบเองก็จะต้องทราบถึงจุดเน้นของแต่ละรูปแบบเพื่อให้เข้าใจถึงแนวทางการตอบคำถาม โดยรูปแบบคำถามนั้นแตกต่างกันทั้งสิ้นประมาณ 14 รูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น True/False/Not given, จับคู่ Heading กับเนื้อหาในแต่ละ Paragraph และ Multiple Choice เป็นต้น ดังนั้นนั่นเอง
  2. นำหลักการ SKIMMING และ SCANNING มาใช้ สำหรับ SKIMMING  เป็นการอ่านเนื้อหาคร่าวๆ เพื่อให้เข้าใจเรื่องราวในภาพรวมและ รู้ถึง general idea ของเรื่องที่กำลังอ่าน จะไม่อ่านทุกรายละเอียด  ส่วน  SCANNING เป็นการอ่านแบบเจาะลงรายละเอียด โดยทำเมื่อผู้สอบไปอ่านคำถามที่ต้องหาคำตอบแล้วจึงค่อยมาอ่านเนื้อความอีกทีหนึ่ง
  3. ในทุกๆคำถามมักจะต้องมี key word มาให้ ดังนั้นหากคุณรู้ถึง key word จากคำถามมันจะทำให้คุณสามารถสแกนเนื้อหาได้ตรงจุดและรวดเร็วมากขึ้น
  4. บริหารเวลาให้ดี เพราะ IELTS  Reading  เวลาจำกัดเพียงแค่ 60 นาที โดยที่มีคำถามทั้งหมดประมาณ 40 ข้อ ดังนั้นจึงจะเห็นว่าคุณมีเวลาในการทำข้อสอบเพียงแค่ข้อละ 1 นาที 30 วินาทีความเร็วในการอ่านจึงเป็นสิ่งสำคัญ  จะทำข้อสอบได้ทันผู้สอบจะต้องฝึกฝนด้วยการทำโจทย์ให้มากด้วย
  5. เพิ่มคลังคำศัพท์ให้ตัวเอง ยังเป็นเรื่องสำคัญที่ยังไงคุณก็ต้องฝึกฝนให้สามารถเข้าใจและรู้ความหมายของศัพท์ให้มาก เพราะหากคุณรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษอย่างกว้างและครอบคลุมพอ หรือ มีหลักในการเดาความหมายของศัพท์ที่ถูกต้องก็จะช่วยให้คุณเข้าใจสิ่งที่อ่านได้ดีขึ้นและลึกซึ้งขึ้น
  6. ความรู้ด้าน GRAMMAR ช่วยให้อ่านได้เข้าใจมากขึ้น เพราะคุณจะเข้าใจโครงสร้างของประโยคและทำให้คุณสามารถเดาความหมายหรือบริบทของบทความที่อ่านได้ดีขึ้น และการตอบคำถามต้องตอบคำถามโดยใช้ความรู้ grammar โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโจทย์ที่มีลักษณะให้เติมคำลงในช่องว่าง คุณจะต้องเลือกคำศัพท์ให้เหมาะสมกับเรื่องราวและจะต้องถูกต้องตามหลักของ grammar
  7. ฝึกทำโจทย์ที่มีความหลากหลาย โดยเฉพาะพยายามฝึกทำโจทย์ที่ค่อนข้างยากจะทำให้เรามีความมั่นใจขึ้นและทำให้เราทำข้อสอบได้เร็วขึ้นด้วย
  8. แม้จะพยายามหาเทคนิคอะไรมาใช้ ก็จงจำไว้ว่าต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องในทุกๆวันจะเป็นการพัฒนาทักษะได้ดีกว่าการโหมอ่านหนังสือเพียงไม่กี่วันก่อนการสอบ ควรที่จะต้องวางแผนการสอบให้นานพอที่จะสามารถฝึกฝนและเตรียมตัวสอบได้เป็นอย่างดี

ความหมายของสิทธิมนุษยชน

ความสนใจในเรื่องสิทธิมนุษยชน มีมากขึ้นอย่างทวีคูณ ในโลกสมัยใหม่และโลกที่เปิดกว้างทางความคิด ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันได้รับการยอมรับมากขึ้น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (The Universal Declaration of Human Rights) ซึ่งองค์การสหประชาชาติได้กำหนดขึ้นในปี 2491 หลังเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นกรอบในการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน นับเป็นการประกาศเจตนารมณ์ในการร่วมมือระหว่างประเทศที่มีความสำคัญในการวางกรอบเบื้องต้นเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนถือเป็นเอกสารหลักด้านสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ซึ่งที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ ให้การรับรองตามข้อมติที่ 217 A (III) เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2491 โดยประเทศไทยออกเสียงสนับสนุน

ความหมายของสิทธิมนุษยชน
สิทธิมนุษยชน (Human Rights) มีความหมายตามที่ระบุในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนหมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานที่มนุษย์เกิดมาพร้อมกับความเท่าเทียมกันในแง่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิ เพื่อดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างในเรื่องเชื้อชาติ สีผิว เพศ อายุ ภาษาศาสนา และสถานภาพทางกายและสุขภาพรวมทั้งความเชื่อทางการเมือง หรือความเชื่ออื่นๆที่ขึ้นกับพื้นฐานทางสังคม สิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถถ่ายทอดหรือโอนให้แก่ผู้อื่นได้
ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนได้แบ่งสิทธิและเสรีภาพออกเป็น 30 หมวด อาทิ สิทธิในการแสวงหาที่ลี้ภัย สิทธิในการมีเสรีภาพจากการทรมาน สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก และสิทธิในการศึกษา
ในประเทศไทย หน่วยงานที่มีบทบาทในการสนับสนุนให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชน คือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ให้ความหมาย สิทธิมนุษยชน (Human Right) ว่าหมายถึง สิทธิที่มนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลที่ได้รับการรับรอง ทั้งความคิดและการกระทำที่ไม่มีการล่วงละเมิดได้ โดยได้รับการ คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และสนธิสัญญาระหว่างประเทศ
สิทธิมนุษยชนถือเป็นอารยะธรรมโลก (World Civilzation) ของมนุษย์ที่มีความสำคัญในแง่ของการเป็นหลักประกันของความเป็นมนุษย์ สิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องของประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้น หากแต่เป็นเรื่องที่สังคมทั่วโลกต้องให้ความสำคัญ ต่อมาได้มรการกำหนด กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) หรือ ICCPR เป็นสนธิสัญญาพหุภาคี ซึ่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรองเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2509 และมีผลใช้บังคับเมื่อ 23 มีนาคม พ.ศ. 2519 สนธิสัญญานี้ให้คำมั่นสัญญาว่าภาคีจะเคารพสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของบุคคล ซึ่งรวมถึงสิทธิในชีวิต เสรีภาพในศาสนา เสรีภาพในการพูด เสรีภาพในการชุมนุม สิทธิเลือกตั้ง และสิทธิในการได้รับการพิจารณาความอย่างยุติธรรม ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีของสนธิสัญญานี้ในปี พ.ศ. 2539 และมีผลบังคับใช้กับไทยเมื่อวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2540